DarkryU's profileriwki's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 27

    รัตติกาลที่ 3 ผู้มาเยือนจากความมืด

    นี้ๆท่านพี่!!! หมวกดอกไม้ของข้าสวยมั้ย 
    สวยจ๊ะ(ข้าตอบน้องสาว)
    นี้ท่านพี่!!!มาดูธนูของข้าดีกว่า นี้ไง อ่ะ!!!
    แปะ!!!(เสียงคันธนูที่น้องชายข้าทำหัก)
    นี้ กฤษ ธนูหน่ะต้องทำจากไม้ท่อนเดียวกันน่ะแล้วก็เป็นท่อนไม้ที่ไม่แก่และอ่อนจนเกินไปด้วย
    ไม่งั้นมันจะหักง่ายอย่างงี้แหละ
    ครับ ท่านพี่ข้าจะเอาไว้ (น้องชายของข้าตอบ)
    นี้ท่านพี่(น้องสาวข้าถาม)ทำไมท่านแม่ยังไม่มาตามเรากลับไปซักทีหล่ะค่ะ ข้าหิวข้าวจังเลย
    ไม่รู้เหมือนกันซิ สงสัยท่านพ่อยังมาไม่ถึงหล่ะมั้ง ท่านแม่เลยรออยู่ในหมู่บ้านหน่ะ
    ท่านพี่ดูซิ!!!นั้นควันอ่ะไรหน่ะ ทำไมลอยมาจากทางบ้านเราหน่ะ(น้องชายข้าพูด)
    ควันนั้นดูแปลกๆน่ะ ควันพวกนั้นดูเยอะกว่าจะเป็นควันที่เกินจากการทำอาหาร พี่ว่าเรารีบกลับบ้านกันดีกว่า
    ตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบตุบ
    (ข้ากับน้องๆรีบวิ่งกลับบ้านแต่สิ่งที่เห็นคือ...
    ภาพบ้านที่กำลังไหม้ไฟ มีพวกทหารใส่ชุดเกราะหนักยืนอยู่มากมาย)
    ยงค์!!!รีบหนีไป!!!มันมาจับพวกเจ้า!!!(หัวหน้าหมู่บ้านที่วิ่งออกมาจากทางพวกทหารตะโกนบอกข้า)
    พิ้ว~~~~~~~~~~~~จิ้ก...อ้ากกกกกกกกกกกก(ร่างของหัวหน้าหมู่บ้านล้มลองด้วยหอก)
    คนที่ขัดขวางการจับคุมมีโทษสถานเดียวคือ ตาย(นายทหารผู้นึงท่าทางเป็นหัวหน้าพูดขึ้น)
    ข้าหัวหน้ากองของจักรวรรดิโซดิแอ็ก มีคำสั่งจากหัวหน้าองค์รักษ์ว่า ให้จับพวกเจ้าทุกคนไปรับโทษฐานเป็นพวกปีศาจ
    ไม่จริงท่านพ่อไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน ข้ากับแม่และน้องเป็นมนุษย์ไม่ใช่ปีศาจ
    งั้นหรือ ถ้างั้นเจ้าจะอธิบายกับศพของหัวหน้าหมู่บ้านว่ายังไง
    ศพของหัวหน้าหมู่บ้านกลายเป็นปีศาจสีดำ
    กรี้ดดดดดดดดด...........(น้องสาวข้าร้องด้วยความตกใจ)
    ไม่จริงนี้ไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านตัวจริงแน่นอน
    พวกเจ้ายังไม่เชื่องั้นเหรอ งั้นจงดูซะว่าร่างของแม่เจ้าเป็นยังไง
    ร่างของท่านแม่กลายเป็นสีดำด้านหลังท่านมีร่างปีศาจขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายมังกรมีครึ่งตัวซ้อนอยู่
    ยงค์!!!พาน้องหนีไป!!!อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    เห็นมั้ยหล่ะพวกเจ้ามันก็เป็นลูกของพวกปีศาจ ฉะนั้นมากับข้าซะดีๆ ถ้าขัดขืนข้าจะฆ่าพวกเจ้าซะ
    ไม่!!!ข้าไม่ไป พิมพ์ กฤษ วิ่ง!!!!!!!!รีบหนีไปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปป~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    ไม่ท่านพี่ ข้าจะอยู่กับท่าน
    ไม่!!!รีบไป พี่จะกันเอาไว้ให้ รีบไปปปปปปปป
    ฉึก......(เสียงดาบเสียบทะลุร่างกายของเหยื่อ)
    กรี้ด~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    อั้ก...โขลก โขลก...รีบไปเซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    รีบหนีซีเจ้าลูกปีศาจ ถึงหนีไปก็หนีไม่พ้นหรอก ผู้ที่ขัดคำสั่งของท่านองค์รักษ์ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว 555
    ชิ้ง...........(เสียงดาบที่ถูกดึงออกจากร่างกายของข้า)
    ท่านพี่~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    (สิ้นสุดเสียงของน้องสาวข้า พลันมีลูกไฟสีดำลุกขึ้น)
    พรึบ...นายท่านข้ามาช่วยท่านแล้ว(เจ้าของเสียงนั้นคือไก่สีดำตัวที่ข้าเห็นในป่านั้นเอง)
    เจ้าพวกมนุษย์กระจ้อยร่อยจงหายไปซะ "Dark Flame"
    อ้าก...อ้าก(เสียงโหยหวนของพวกทหารที่โดยไฟเผานั้นดังระงมไปทั่วบริเวณนั้น)
     
    August 28

    รัตติกาลที่ 2 ความมืดมิด

     ข้าเริ่มเดินเข้าไปในป่าเพื่อที่จะจับไก่ไปให้น้องของข้ากินเป็นอาหารเย็น
    ป่าที่ข้าเข้าไปนั้นเป็นป่าที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่มากมาย ใบของพวกมันนั้นใหญ่โตเท่ากับจาน
    แต่ถึงอย่างงั้นเวลากลางวันก็มีแสงส่องผ่านใบไม้เหล่านั้นลงมาทำให้มาเห็นแสงแดดเป็นเส้นๆสวยงามมาก
    นอกจากต้นไม้ใหญ่แล้วก็ยังมีต้นไม้เตี้ยๆที่ขึ้นเป็นพุ่มๆ ต้นไม้เหล่านี้ออกลูกที่หวานมากซึ่งข้ามักจะเก็บไปให้ท่านแม่ทำพายให่กิน
    ในป่านี้มีสัตว์ต่างๆมากทั้ง กวาง หมูป่า ไก่ป่า หรือแม้แต่นก สัตว์ในป่านี้ไม่เคยกลัวผู้คนเลย
    เวลาข้าเข้าป่ามาจับพวกสัตว์ข้าจะจับมันได้โดยไม่ต้องวางกับดักหรือยิงธนูเลยใช้มือเปล่าจับได้เลย
    แต่วันนี้สิ่งที่แตกต่างออกไป......
    ป่าที่เคยสว่างสดใส เต็มไปด้วยแสงกลับหายไปเหลือแต่แสงสลัวๆที่ทำให้เห็นสิ่งต่างๆแค่ลางๆ
    เหล่าต้นไม้เล็กๆที่มีผลที่หวานฉ่ำกลับดูเหมือนกำลังจะแห้งตาย
    สัตว์ป่าที่เคยพบเห็นได้อย่างง่ายดาย วันนี้กลับหาไม่พบเลยซักตัว
    ข้าเข้าป่ามาหลายชุ่วโมงแล้วยังไม่เจอสัตว์ซักตัว...แต่โชคยังดีที่ข้าเจอรอยเท้าไก่เข้าถึงแม่ว่ารองเท้านั้นจะให่ญ่กว่าไก่ปกติ แต่ข้าก็ไม่นึกเอะใจ
    ข้าตามรอยเท้าไก่ไปจนพบกับไก่ตัวนั้น...สิ่งที่ข้าพบเห็นนั้นเป็นสิ่งที่แปลกมาก
    ไก่ตัวนั้น สีขนของมันเป็นสีดำมันขลับทั้งตัว ขนที่หางและหงอนของมันมีสีแดงเหมือนเปลวไฟ
    อุ้มเท้าของมันไม่เหมือนกับไก่เหมือนกับกรงเล็ฐเหยี่ยวมากกว่า ตาของมันส่องแสงสีแดงสว่างอยู่ในความมืด สีนั้นแดงเหมือนเลือด
    แต่สิ่งที่ข้าตกใจมากที่สุดคือ เวลาที่มันเดินผ่านต้นไม้ ต้นไม้เหล่านั้นกลับค่อยแห้งเหียวเหมือนกับโดนไฟเผา
    ข้าเห็นดังนั้นก็เกิดกลัวขึ้นมา...แต่ข้าต้องจับไก่ตัวนั้นให้ได้เพราะถ้าบ่อยตัวนี้ไปแล้วไม่รู้ว่าวันนี้จะจับได้หรือเปล่า แล้วตอนนี้ก็เย็นแล้วด้วย
    ข้าเดินเข้าไปใกล้ตัวนั้น พอข้ากำลังจะจับมัน มันหันมาทางข้าแล้วก็วิ่งหนีไป
    บ้าซิบ!!!(ข้าด่าตัวเองในใจ)
    แล้วข้าก็วิ่งตามไก่ตัวนั้นไป มันวิ่งหนีเข้าไปในป่าลึกมาก
    แล้วข้าก็เห็นมันวิ่งไปติดรากไม้อันหนึ่งอยู่
    ข้ายื่นมือเข้าไปจับตัวไก่แล้วพอยกไก่ตัวนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆดวงตาของมัย ราวกลับว่าข้าโดนดูดเข้าไปในดวงตานั้น
    สิ่งที่ข้าเห็นนั้นราวกับความฝัน
    ในฝันนั้น ข้าเห็นตัวข้าอยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างเทพและปีศาจ
    โดยเหล่าเทพนั้นมีกองกำลังที่เหนือกว่าปีศาจมากมายนัก
    เหล่าเอลฟ์ที่อยู่ข้างเทพนั้นชูคันศรขึ้นพลันปล่อยลูกธนูนับหมื่นนับแสนในกองทัพของปีศาจ
    กองทัพออคที่อยู่ฝ่ายปีศาจวิ่งฝ่าห่าลูกธนูเหล่านั้นอย่างไม่เกรงกลัวสู่ทัพของเหล่าเทพ
    แต่พอถึงหน้าทัพของเหล่าเทพกลับล้มตายทั้งหมดเพราะสิ่งที่รอคอยอยู่หน้าทัพนั้นคือเทวทูตซึ่งเป็นทหารของเหล่าเทพ
    เทวทูตเหล่านั้นใส่เกราะทั้งชุดปกปิดตั้งแต่หัวถึงปลายเท้า ในมือนั้นถืออาวุธที่คล้าบดาบผสมกับหอกซึ่งใหญ่โตมาก
    ในขณะที่กองทัพปีศาจกำลังจะพ่ายนั้น กลับมีมนุษย์ผู้หนึ่งวิ่งออกมากจากทัพของปีศาจ มนุษย์ผู้ซึ่งไร้กำลัง
    มนุษย์ผู้นั้นตัวเล็กแค่ครึ่งเดียวของเหล่าเทวทูต  แต่กลับสามารถล้มเทวทูตได้ในดาบเดียว
    ผมของชายผู้นั้นสีขาวโพลนราวกับหิมะ ดวงตาของเขานั้นดำสนิทราวกับจะกลืนกินแสงสว่างจนหมดโลกใบนี้
    ชายผู้นั้นหันมามองทางข้า พอข้าสบตาเขาข้าก็รู้สึกกลัวเข้ามาอย่างจับใจ แล้วข้าก็ล้มลง และทุกอย่างก็มืดลง
    ข้าพบตัวเองนอนอยู่ชายป่าในมือกอดไก่ไว้ตัวนึงไก่ป่าที่สุดแสนจะธรรมดา
    ข้ารีบอุ้มไก่กลับบ้านเนื่องจากตะวันตกดินไปแล้วแต่พระจันทร์ยังไม่ขึ้น
    ข้าหวังว่าท่านแม่ยังคงรอไก่ที่ข้าจะนำกลับไปให้
    พอข้าวิ่งมาถึงหน้าบ้านข้าก็พอกับน้องชายของข้าที่มายืนรอว่าเมื่อไรข้าจะกลับมา
    พี่ชายมาช้าจังเลยท่านแม่รอนานแล้ว และข้าก็หิวแล้วด้วย
    รู้แล้วน่าพี่รีบกลับมาเร็วที่สุดแล้วเนี้ย(ข้าตอบ)
    พอเข้าไปในครัวก็พบท่านแม่กับน้องสาวกำลังช่วยกันทำมันฝรั่งบดที่ข้าปลูกในไร่
    นี้ยงค์วางไก่ไว้ตรงนั้นแหละเดี๋ยวแม่ทำเอง ไปอาบน้ำเถอะลูกเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
    คืนนั้นกินข้าวเสร็จข้าก็ทำความสะอาดเครื่องมือเสร็จข้าก็มานอนหน้าเตาผิงในห้องโถง
    หลังจากความฝันนั้น เป็นครั้งแรกที่ข้าไม่กล้านอนในที่มืด ข้ารู้สึกกลัวดวงตาคู่นั้นอย่างบอกไม่ถูก
    ข้าไม่รู้ว่าข้าหลับไปตั้งแต่ตอนไหน แต่คืนนั้นข้ารู้สึกหนาวเย็นอย่างบอกไม่ถูกทั้งๆที่ข้านอนอยู่หน้าเตาผิงราวกับถูกข้าโอบกอดด้วยความมืดมิดชั่วนิรันดร์
    นี้ตื่นได้แล้วลูก(ท่านแม่เดินมาปลุกข้า)
    วันนี้พี่ชายตื่นสายจังเลยสงสัยมะวานจะกินข้าวเยอะไปหล่ะซิ(น้องชายข้าพูดขึ้น)
    พี่ชายคงทำงานเมื่อวานเหนื่อยมั้ง(น้องสาวข้าแย้ง)
    จ้าจ้า...ทั้ง2คนอย่าเถิงกันเลยไปเตรียมตัวได้แล้ว
    คร้าบ...ค่า
    จะไปไหนกันเหรอท่านแม่(ข้าถามพลางทานอาหารมื้อเช้าไปด้วย)
    แม่จะไปซื้อของในหมู่บ้านหน่อยหน่ะ...ส่วนน้องๆก็จะไปที่ไร่กับลูกจ๊ะ
    พี่ชายกินเสร็จหรือยัง ข้าอยากจะไปเก็บดอกไม้มาทำมงกุฎให้ท่านแม่แล้วหน่ะ
    ใช่ข้าก็อยากจะไปจับแมลงในไร่แล้ว
    จ้าจ้า พี่กินเสร็จแล้ว ข้าไปก่อนน่ะท่านแม่
    จ้าแล้วอย่ามัวแต่เล่นน่ะจ๊ะ รีบกลับบ้านหล่ะ
    แล้วเรา2คนก็ชวยพี่เค้าทำงานบ้างน้า
    ค้า...คร้าบ
    ข้าและน้องๆเดินออกจากบ้านโดยมีท่านแม่ยืนโบกมือให้โดยที่ข้าไม่รู้เลยว่านี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะได้เห็นท่านแล้ว

    รัตติกาลที่ 1 วันคืนอันแสนสุข

    ตุ้บตุ้บ...ตุ้บตุ้บ...ตุ้บตุ้บ
    เสียงหัวใจที่เต้นอย่างอ่อนแรงของฝ่ายที่บาดเจ็บ
    เคยมีคนบอกข้าว่าเวลาคนเราใกล้จะตายความทรงจำทั้งหมดจะผุดขึ้นมา
    แม้มันจะเป็นสิ่งที่ข้าลืมไปแล้วก็ตาม
    นี้ๆ...
    ตื่นซี้...ตื่นซี้...ตื่นซิพี่ชาย ไม่งั้นข้าจะไปเรียกท่านแม่มาน้า
    ห้าว.....ตื่นแล้ว(ข้าตื่นขึ้นมาพลางขยี้ตาแล้วลุกออกจากเก้าอี้นวมเก่าๆที่อยู่ในห้องเก็บของ)
    วันนั้นเป็นวันที่แสงแดดแรงมากแต่ก็ทำให้พีชในไร่เราโตได้ดี
    ข้าอยู่กับแม่และน้องสาวกับน้องชาย
    บ้านของข้านั้นเป็นบ้านหลังเล็กๆ อยู่ไกลจากตัวหมู่บ้านนิดหน่อย หมู่บ้านที่ข้าอยู่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ในชนบท อยู่ทางตะวันออกของเมืองหลวง
    บ้านของข้าภายในมีห้องโถงอยู่ตรงกลางบ้าน ในห้องโถงมีโต้ะกินข้าว มีเตาผิงเล็กๆ ที่หน้าเตาผิงที่โฟ และหนังหมีที่พ่อของข้าเคยล่าปูอยู่
    ที่หน้าเตาผิงจะเป็นที่ที่น้องๆข้าชอบนั่งเล่น เวลาตกดึกก่อนนอนท่านแม่ก็จะเล่านิทานให้ข้ากับน้องๆฟัง
    แต่ส่วนใหญ่ข้าจะอยู่ในห้องเก็บของ ทำความสะอาดเครื่องมือทำไร่
    พอจบนิทานน้องก็จะเข้านอน ส่วนท่านแม่ก็จะล้างจานแล้วก็เข้านอน ห้องที่ท่านแม่และน้องๆนอนกันนั้นอยู่คนละห้องแต่อยู่ข้างๆกัน
    ส่วนข้ามักจะนอนที่โซฟาหน้าเตาผิง แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้ามักจะนอนในห้องเก็บของเพราะจะต้องเก็บผลผลิตให้ดี
    นี้ท่านแม่วันนี้มีอะไรทานเหรอ(น้องชายข้าถามท่านแม่)
    วันนี้มีสตูเนื้อจ๊ะ
    โหยทำของที่พี่ชายชอบอีกแล้ว...ม่ายเอาข้าอยากกินไก่ทอดอ่ะ
    นี้กฤษย์ทานสตูไปก่อนน้าเดี๋ยวตอนเน็นพี่จะจับไก่มาให้กิน
    จริงๆน้าพี่ชาย...ถ้าพี่ชายไม่จับมาหล่ะก็ข้าโกรธด้ว
    จ้าจ้า
    นี้ท่านแม่พรุ่งนี้ท่านพ่อจะกลับมาบ้านมั้ยอ่ะ(น้องสาวข้าถาม)
    จ๊ะ พรุ่งพ่อเค้าคงกลับมาจากในวังแล้วแหละ
    พ่อของข้าเป็นทหารอยู่ในวัง เป็นหัวหน้าหน่วยองค์รักษ์ของกษัตริย์
    ในทุกๆปีตอนถึงฤดูเก็บเกี่ยวพ่อของข้าจะได้กลับมาบ้านซึ่งกำหนดก็คือพรุ่งนี้
    เวลาพ่อกลับมาน้องข้าจะดีใจมากเพราะพ่อจะชอบเล่าเรื่องต่างๆมากมาย ทั้งผู้คน บ้านเมือง และการผจญภัย
    พ่อมักจะนำเสื้อผ้าสวยๆมากฝากท่านแม่ แล้วเวลาว่างจากการทำไร่ก็จะสอนเพลงดาบให้ข้าด้วย
    (พอข้ากินอิ่มแล้วก็บอกว่า)ท่านแม่...เดี๋ยวข้าไปที่ไร่ก่อนน่ะ
    จ๊ะ เดี๋ยวตอนเที่ยงๆแม่กับน้องจะเอาข้าวไปให้หน่ะ
    ครับ งั้นข้าไปก่อนน่ะ
    ข้าเดินเข้าไปในห้องเก็บของเพื่อหยิบเครื่องมือทำไร่แล้วก็เดินออกจากบ้านไป
    นี้พี่ชาย!!!(น้องชายข้าตะโกน) อย่าลืมเอาไก่มาฝากข้าด้วยน้า
    (ข้าตะโกนตอบกลับไป)ได้เลยเดี่ยวพี่จะจับตัวอ้วนมาให้
    ตอนบ่ายหลังจากที่ข้าทำไร่และกินข้าวเที่ท่านแม่เอามาให้สร็จข้าก็เข้าไปในป่าเพื่อนจับไก่
    ป่าสุดแสนธรรมดา ป่าที่ข้าเคยเข้ามาหลายครั้งแล้ว แต่การเข้าไปครั้งนี้กับมีบางสิ่งสิ่งที่แตกต่างออกไป
    August 15

    รัตติกาล 0 สูญสิ้นทุกอย่าง

    ข้าแต่เทพอัคคีผู้ยิ่งใหญ่ จงมอบเพลิงพอโรธเผาผลาญอริข้าด้วย"fire ball"
    ข้าของวิงวอนต่อราชินีแห่งผืนน้ำ ข้าขอสายน้ำที่โอบอุ้มชีวิตด้วย"wave shild"
    ตูม...สายน้ำกระเซ็นเป็นละออง ผลันมีลูกธนูวิ่งออกมา"double shot"
    ด้านหลังลูกธนูนั้นตามติดมาด้วย ลูกพลังลูกนึง
    ข้าแด่ราชาแห่งสายลม ผู้ซึ่งโอบกอดเราขอจงมอบนิทราอันนิรันทร์แก่ศัตรูข้าด้วย"herikan"
    ราชินีแห่งแสง มารดาของทุกสรรพสิ่งโปรดจงมากแสงสว่างนำทางผู้คนที่หลงผิดเถิด"linghting spear"
    ตูมมม...พลังของทั้ง2ฝ่ายฝ่ายปะทะกันผลันเกิดแสงสว่างจ้า มีเงา2เงาวิ่งไปที่แสง
    "dark lightnng"
    "holy spard"
    เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง คมดาบทั้ง2ปะทะกันนับสิบๆครั้ง
    ข้าขอวิงวอนต่อเทพทั้ง3 จงมอบพลังทำลายล้างทุกสรรพสิ่งแก่พวกข้าด้วย"elemental chain"
    ข้าแด่เทพผู้สร้าง มารดาแห่งชีวิตจงมอบพลังทำลายล้างสุดจะพรรณนาแก่ข้าด้วย"gravity break"
    ตูม...หลังการระเบิดผลันเกิดแผ่นดินแยก"earth wave"
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...................................
    ปิ้ก ทราย ปิ้ว สิ้นสุดเสียงตะโกน เกิดแสงส่วางวาปไปทางเจ้าของเสียง"shild bash"
    เปรี้ยง... แอ็ก..แอ้ก....โขลก..โขลก...แหวะ เลือดเป็นกองไหลออกจากปากของคนที่โดนโล่ฟาด
    ปิ้ก!!!แข็งใจไว้ เดี๋ยวข้าจะไปช่วยเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ
    ฮะฮะฮะฮ่า ช่างน่าขำอะไรอย่างงี้ เจ้าจะไปช่วยคนอื่นเรอะ ลำพังตัวเจ้าก็เดินแถบไม่ไหวแล้ว
    ถึงข้าต้องคลานไป ข้าก็จะไปช่วยพวกเขา
    งั้นข้าจะทำให้เจ้าสมหวัง"power break"
    เปรี้ยง...ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    เสียงกระดูกขาทั้ง2ข้างแตกละเอียด
    "spiral sword" เพล้ง เสียงดาบกระทบโล่
    ขนาดขาหัก2ข้างยังฤทธิ์เยอะนักนะนี้
    อดทนไว้ปิ้ก ข้ามาช่วยพวกเจ้าแล้ว
    พวกแกนี้อึดกันนักน่ะ ทนยิ่งกว่าแมลงสาปอีก เอาให้มันจบๆไปเลยดีกว่า
    ฆ่ามันเลยราชินีแห่งข้า "เดียน่า"
    ได้เลยแม่ทัพของข้า ถ้าเจ้าอยากเห็นความตายของลุกชายเจ้า
    ข้าผู้ซึ่งเป็นผู้รับใช้แห่งท่าน เทพีแห่งชีวิต ราชินีของทุกสรรพสิ่ง
    ของจงมอบควาปราณีแห่งการหลับชั่วนิรันดร์แก่ศัตรูของขาด้วยเถิด"wroad of god"
    หอกแสงนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากมือของเดียน่า
    มันพุ่งตรงมายังพวกเรา
    ฟิ้ว..ฟิ้ว..ฟิ้ว........ตูม..ตูม..ตูม
    ร่างของพวกข้าจมอยุ่ในกองเลือด
    ในขณะที่สติข้ากำลังขาดหายไปข้าได้ยินเสียง.............................................ความมืดไม่เคยตาย
    ตุ้บตุ้บ...ตุ้บตุ้บ...ตุ้บตุ้บ
     
    June 06

    เรื่องเล่าของพี่เลี้ยงน้องใหม่ ตอนที่ 3 ยามเมื่อสุดสิ้นเสียงเพลง

    ๓.    เย็นวันนี้อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน  เมฆสีเทาช้ำๆลอยเต็มฟ้าไปหมด   ข้าพเจ้าใส่ชุดนักศึกษาเต็มยศ  ผูกไทด์ตราพระธาตุ   เพื่อนๆหลายคนทะยอยมารวมกันที่สนามกีฬากลาง  นั่งประจำตามกลุ่มA-Z   ยิ่งเย็น คนยิ่งเยอะ จนแสตนด์สนามกีฬากลางแคบไปถนัดตา    วันนี้  วันเปิดเชียร์ร่วมระหว่างคณะ    ฟ้ามืดแล้ว   เฟรชชี่ มข.กว่าสามพันคน แน่นขนัดเต็มแสตนด์ปูนไปหมด พี่ๆสตาฟวันนี้ดูท่าทางไม่เฮฮาเหมือนเมื่อวานก่อน    “น้องครับ  วันนี้พี่คงไม่ได้สอนน้องอีกแล้วนะครับ   วันนี้น้องต้องร่วมใจกันร้องเพลงเชียร์ให้ผ่าน   ร้องให้ดังและพร้อมเพรียงกัน   ประธานเชียร์จะเป็นคนตัดสินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน  ทำเพื่อพี่ๆได้มั้ยครับ  ตลอดสามวันที่เราอยู่ด้วยกัน  ก็เพื่ออีก ๓ วันนี้เท่านั้นนะ”   พี่พูดน้ำเสียงจริงจัง    “ให้พี่สตาฟรีบขึ้นไปหลังแสตนด์ได้แล้วนะคะ   ท่านประธานเชียร์จะลงมาทำการทดสอบเพลงแล้วนะคะ”  พิธีกรประกาศผ่านไมค์    สิ้นเสียงประกาศพวกพี่ๆก็รีบปรู้ด   หลบไปข้างหลังเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง    สักพัก   ไฟฟอลโลว์ก็จับไปยังสแตนด์ฝั่งตรงข้ามกับแสตนด์ที่พวกข้าพเจ้านั่งอยู่   นักศึกษาชายหนึ่งท่าทางทรงไว้ซึ่งอำนาจคนหนึ่งเดินนำหน้า   ติดตามด้วยนักศึกษาชายที่ถือวิทุสื่อสารและนักศึกษาหญิงที่ถือแฟ้มเดินคู่กันมา  รุ่นพี่ที่มาให้กำลังใจน้องๆฝั่งโน้น ลุกยืนกันพรึบพรับทันทีที่ทั้งสามเดินผ่าน    เมื่อมาถึงโพเดียมที่ริมสนามกีฬา   พี่นักศึกษาคนแรกก็มายืนรอที่ไมค์ แล้วก็ไร้สำเนียงใดๆหลุดจากปากเขาทั้งสิ้น    เฟรชชี่บางส่วนเริ่มยืนขึ้น  ไล่มาตั้งแต่กลุ่มA-Z ราวกับเล่นเวฟ    เขาทำท่าไม่พอใจ  เดินกลับไปนั่งที่ข้างบน   แล้วพี่ผู้หญิงที่ตามมาก็เข้ามาพูดแทน    “ พี่ชาวสีอิฐทุกคน  ดิฉันในฐานะเลขานุการเชียร์   ขออนุญาตกล่าวตักเตือนนักศึกษาใหม่ค่ะ” เธอเว้นวรรคแล้วกล่าวต่อ “น้องคะ.....พี่ๆกลุ่มน้องเค้าไม่สอนเหรอคะ   ว่าเมื่อประธานเชียร์ลงมาทดสอบเพลง  ให้น้องทุกคน   ลุกขึ้นยืนพร้อมกันแล้วกล่าวคำว่า  สวัสดีครับ  สวัสดีค่ะ......   ประธานเชียร์เป็นตัวแทนของรุ่นพี่ทุกคน ที่จะมาทำการทดสอบเพลง และตัดสินว่าน้องจะได้รับการยอมรับว่าเป็นเลือดสีอิฐอย่างเต็มภาคภูมิหรือไม่  น้องมีเวลาเพียงสามวัน  ถ้าน้องร้องเพลงมหาลัยทั้ง......เพลงไม่ผ่าน   มข.เราก็ไม่อาจจะถือว่าน้องเป็นกาลพฤกษ์ช่อที่ ๓๖ได้     ขอให้น้องตั้งใจนะคะ  เรียนเชิญท่านประธานเชียร์ค่ะ ”   เธอกล่าวเนิบช้าแต่เด็ดขาด    ประธานเชียร์เดินลงจากที่นั่ง   พี่ๆฝั่งโน้นก็ลุกกันพรึบพรับเหมือนเดิม  เมื่อมาถึงโพเดียม   เฟรชชี่ฝั่งนี้ก็ลุกขึ้นอย่างรู้ความ    “สวัสดีครับ  สวัสดีค่ะ.....”    “สวัสดีนักศึกษาใหม่ทุกท่าน  ผมขอชี้แจงว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่า   คุณจะมีศักดิ์ศรีพอที่จะได้รับการให้เกียรติว่าเป็นเลือดสีอิฐ   กาลพฤกษ์  ช่อที่ ๓๖ ได้หรือไม่  พี่ๆทุกคนรอที่จะต้อนรับพวกคุณ   แต่คุณจะทำให้เขาผิดหวังหรือไม่ผมไม่รู้   ขึ้นอยู่กับพวกคุณเองว่าจะมีความสามัคคี  ร้องเพลงพร้อมเพียง  เสียงดัง ไม่กินแรงเพื่อน ………ขอเชิญผู้นำเชียร์ครับ” เขาพูดขึงขัง    พี่ลีดด์ ค่อยๆทะยอยเดินแถวลงมาในสนาม  แปลแถวเป็นรูปปากฉลาม   เมเจอร์ลีดด์ โค้งแล้วปรบมือ สามครั้ง  ทำสัญญาณให้ลุก เฟรชชี่ลุกขึ้นทำเวฟอีกเช่นเคย    เมเจอร์ลีดด์จึงให้นั่งลง    สั่งลุกนั่ง อย่างนี้ถึงสามเที่ยว  จนพร้อมกัน  สัญญาณเพลงแรก “Boom KKU”    “From K…From K K…”  ยังไม่ทัน U ก็โดนเก็บลีดด์ทั้งแสตนด์     เสียงโห่ดังมาจากพี่ๆกลุ่มใหญ่ฝั่งตรงข้าม    คราวนี้ทดสอบเพลงมาร์ช มหาวิทยาลัยขอนแก่น   เพลงนี้ไม่ว่ารุ่นพี่รุ่นน้องทุกคนจะต้องลุกแสดงความเคารพ    “มหา..  วิทยาลัย  ขอนแก่น  เกริกไกรวิทยา....”    เก็บ    “………เลื่องลือก้องเกียรติงาม  ขอนแก่นนาม......”    เก็บ    ทุกครั้งที่โดนเก็บลีดด์   จะมีเสียงโห่จากรุ่นพี่ทั้งจากฝั่งตรงข้าม   และริมถนนรอบๆสนามที่ยิ่งดึกยิ่งพากันมาดูน้องร้องเพลงเต็มไปหมด    “ร้องเพลงแค่นี้ยังไม่พร้อมกัน  พวกคุณจะสามัคคีกันได้ยังไง ”    “รีบร้องกันจัง  ข้างขวาร้องเร็ว  ข้างซ้ายร้องช้า   จะให้เหมารถสาย๘ตามกันรึยังไง ”    “กินแรงเพื่อนอร่อยมั้ยครับ  ”     ถ้อยคำถากถาง  เสียดสี ออกมาจากปากประธานเชียร์เป็นระยะๆ    เวลาล่วงเลยมาจนสองทุ่ม  เราทดสอบเพลง  สลับกับโดนประธานเชียร์ด่า   จนหลายคนบ่นอุบ  ว่าไม่ไหวแล้ว   กระทั่งเกือบสามทุ่ม   เราก็ไม่ผ่านสักเพลงรองประธานเชียร์จึงได้ลงมาปิดเชียร์ประจำวัน แล้วก็นัดว่าพรุ่งนี้ให้ตรงเวลา    ข้าพเจ้าเสียงแหบแห้งกลับหอพัก    แค่สอบเข้าได้นี่ก็ยากพอแล้ว  ไม่นึกว่ากว่าจะได้เป็นเลือดสีอิฐ เป็นกาลพฤกษ์ช่อใหม่มันถึงลำบากยากเย็นขนาดนี้  ........    ฟ้ามืด  ไม่มีเดือน  ไม่มีดาว  ครืนคราง แปลบปลาบ   ข้าพเจ้าเหนื่อยจนหลับลงทันทีที่หัวถึงหมอน ...........

    ในบรรดาเพลงสถาบันที่พี่ๆกลุ่มสอนให้เราร้องนั้น   ไม่ว่าจะเป็นเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัย,  Boom KKU ,ขวัญมอดินแดง, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มอดินแดง, ร่วมใจมอขอ, และมอดินแดงแห่งความหลัง สำหรับข้าพเจ้าแล้วชอบเพลงมอดินแดงแหงความหลังและมอดินแดงที่สุด   มีเรื่องเล่าถึงเพลงมอดินแดงแห่งความหลังเอาไว้ว่า ค่ำคืนของเดือน ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหน็บหนาวที่สุดของมอดินแดง   รุ่นพี่ของเรา ๓ คน ซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นแรก   กำลังอ่านหนังสือสอบที่เฉลียงหน้าหอสอง ภายหลังการสอบแล้วทุกคนก็จะต้องแยกย้ายจากกันไปตามวิถีทางของตน ตลอด ๔ ปี ผ่านทั้งสุขและเศร้า ด้วยความผูกพัน  อาลัย   ความเหงา  ความมืด และความหนาวเย็นในคืนนั้นจึงถูกกลั่นกรองมาเป็นเพลง ที่มีชื่อว่ามอดินแดงแห่งความหลัง    “...........มอดินแดงยามนี้  คืนนี้เดี๋ยวนี้คงเศร้า   ทุกค่ำเช้าแสนปวดร้าวเมื่อเราจากกัน ครั้งก่อนเคยภักดิ์ ร่วมใจรัก  ร่วมใจกัน   เคยร่วมใจฝันเพื่อสร้างสรรค์สวรรค์แดนดิน......... ”    “พวกคุณทำได้แค่นี้เหรอ....” เสียงนั้นฉุดข้าพเจ้าออกมาจากภวังค์    “เพลงมหาลัยนะครับ  ตั้งใจหน่อย  ....ทีFour Please ทำไมร้องดังจัง” เสียงเฮรับจากพี่ๆฝั่งโน้นก็ดังประสานขึ้นทันที่ที่ประธานเชียร์พูดจบ    “ผมรู้ว่าพวกคุณเหนื่อย   ถ้างั้นผมให้เวลาพักรับประทานอาหารสำหรับวันนี้ .....”    เมื่อพี่ลีดด์ ขึ้นจากสนาม  พี่ๆกลุ่มก็กุลีกุจอขนข้าวกล่อง  น้ำ ขนม มาให้น้องกลุ่มเหมือนเคย   หลายๆกลุ่มคลายเครียดโดยการแปรแถวเป็นตัวอักษรประจำกลุ่ม   บางกลุ่มก็ร้องเพลงโดยมีพี่ๆมาเต้นเป็นModel วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่น้องใหม่ปีนี้จะทำการทดสอบเพลงมหาวิทยาลัย   สองวันก่อน เราทดสอบเพลงผ่านแค่ ๓ เพลง คือ ร่วมใจมอขอ, Boom KKU, มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ส่วนวันนี้ช่วงแรกเราผ่านเพลง มอดินแดง ส่วนเพลงมาร์ช, ขวัญมอดินแดง, และมอดินแดงแห่งความหลัง ยังไม่ผ่านซักเพลง    ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ข้าพเจ้าก็ทานข้าวได้ไม่มากนัก ไม่ใช่ว่าไม่อร่อยเพียงแต่รู้สึกกังวลเท่านั้นว่าถ้าเองเพลงไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร ฝนก็ตั้งเค้าว่าจะตกเสียให้ได้   ถ้าเกิดตกมาจริงๆก็ไม่รู้ว่าจะหลบยังไงไหว    “น้องคะเรามีเวลาไม่มากพอนะคะ   ขอให้พี่สตาฟช่วยจัดน้องเข้าระเบียบเชียร์ด้วย   อีกสักครู่ประธานเชียระทำการทดสอบเพลงมหาวิทยาลัยค่ะ” เลขานุการเชียร์ประกาศผ่านไมค์ออกมา    เมื่อทุกอย่างพร้อม  การทดสอบเพลงก็เริ่มขึ้น เพลงขวัญมอดินแดง   ซึ่งเป็นเพลงที่ต้องปรบมือพร้อมๆกัน    “ขวัญเมืองขอนแก่น  ไม่มีใดแม้นเหมือนมอดินแดง   รื่นรมย์งามสมเป็นแหล่ง ชาวมอดินแดง  พร้อมเพรียงแรงภูมิใจ..... ......ดั่งไม้ยืนต้นทนแห้งแล้งขวัญชาวมอดินแดงล้นอุรา   สามัคคีกันใฝ่ฝันศรัทธาทั่วแดนฟ้าแห่งเรา” เหมือนนัดกันไว้เป็นอย่างดี   เพลงนี้เราร้องจบ ไม่โดนเก็บกลางครัน เสียงเฮดีใจจากพี่ๆที่มาดูก็ดังขึ้นทันที    “ผมว่ามันคงเป็นเหตุบังเอิญ” ประธานเชียร์ขัด    “คุณต้องแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องฟลุค ผมขอทดสอบเพลงนี้อีกครั้งครับ” เสียงบ่นอุบจากเพื่อนๆก็ตามมา ว่าประธานเชียร์ไม่มีเหตุผล  บ้าอำนาจ    “ขวัญชาวมอดินแดง  ไม่เคยแห้งแรงเพราะแรงใจมั่น  กาลพฤกษ์งามนั่น หยัดยืนเป็นขวัญน้อมชีวันบูชา.....”    “พอๆ เถอะผมอายเค้า.....พวกคุณอย่าดันทุรังเลย   ผมรู้แล้วว่าเมื่อกี้มันเป็นเรื่องบังเอิญ” ประธานเชียร์ให้กำลังใจสุดขีด    “เพลงนี้ผมขอพักเอาไว้ก่อน.....ขอทดสอบเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยครับ”    เมเจอร์ลีดด์ ให้สัญญาณสั่งลุกขึ้น เราก็ลุกอย่างพร้อมเพรียงเป็นเวฟสวยงาม   สามสี่ครั้งจนเพื่อนผู้หญิงบางคนเป็นลมจนต้องหามไปพยาบาลที่หลังแสตนด์   เมื่อลุกพร้อมกันแล้ว  แต่ก็ยังร้องไม่พร้อมกัน   หรือร้องพร้อมกันแต่เสียงไม่ดัง ก็จะโดนประธานเชียร์ที่ตอนนี้บรรดาพวกเราเรียกขานกันในนามฮิตเลอร์สั่งเก็บทุกคราวไป    “ผมอยากรู้จริงๆว่าคุณเข้ามหาวิทยาลัยได้ยังไง  เอาไก่แลกมารึเปล่า ร้องเพลงแค่นี้ยังไม่เป็นเลย แล้วจะไปทำอะไรได้   กี่รุ่นมาแล้วที่เค้าผ่านการเชียร์กลาง   ผมก็เพิ่งเคยเห็นรุ่นนี้แหละที่ไม่ได้เรื่องที่สุด”    ฝนเริ่มโปรยลงมาเบาๆ  หลายคนทำท่าจะลุกขึ้นหลบฝน     “เชิญครับ...ถ้าคุณรักสบายก็เชิญ..กลับไปนอนที่หอสบายกว่าใช่มั้ยครับ   ผมจะได้บอกรุ่นพี่ๆว่าปีนี้เราไม่มีน้องใหม่ ปีนี้ไม่มีกาลพฤกษ์ช่อที่ ๓๖....” ประธานเชียร์พูดดัก จนไม่มีใครกล้าลุก “เด็กวิทยาเขตหนองคายครับ  เชิญได้แล้วครับ   รถมารับท่านกลับไปอาบน้ำนอนแล้วครับ....จะนั่งอยู่ทำไมครับ  ผมอนุญาต ไม่มีใครว่าคุณกินแรงหรอกครับ เพราะทุกคนก็กินเหมือนกันหมด” เสียงพี่ๆหัวเราะรับมุขประธานเชียร์ดังมาสำทับ จนอาจารย์ฝ่ายกิจการนักศึกษากับพี่ๆจากวิทยาเขตหนองคาย เข้ามาตามน้องถึงแสตนด์ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะลุกขึ้นกลับ                “พวกคุณจะนั่งอยู่ทำไม แล้วคืนนี้จะนอนไหน....”                ใครคนหนึ่งวิ่งไปที่ไมค์หน้าแสตนด์               “หนูเป็นตัวแทนวิทยาเขตหนองคายค่ะ พวกหนูจะยังไม่กลับจนกว่าจะปิดเชียร์  เราทิ้งเพื่อนไม่ได้หรอกค่ะ   ขออนุญาตอาจารย์และพี่ๆนะคะ ขอพวกหนูอยู่ต่อ  เรื่องที่นอนไม่ต้องห่วง เราพักกับเพื่อนที่ขอนแก่นได้  ขอให้เราได้อยู่ช่วยเพื่อนนะคะ   เราก็เลือดสีอิฐเหมือนกันเราจะไม่ยอมทิ้งกันค่ะ” เสียงปรบมือดังกึกก้อง เพราะซาบซึ้งกับน้ำใจที่เด็ดเดี่ยวของเพื่อนวิทยาเขตหนองคาย ที่แม้จะอยู่ไกลแต่ก็เข้ากลุ่มสัมพันธ์และเชียร์ไม่เคยขาด                 “ได้...แต่ผมไม่รับประกันนะครับว่าพวกคุณอยู่แล้วเพื่อนจะร้องเพลงผ่าน ผมขอทดสอบเพลงมอดินแดงแห่งความหลัง....” ฝนยังรินมาไม่ขาดสาย..แต่ทุกคนก็ยังอยู่ครบ ตั้งแต่น้องใหม่,   พี่สตาฟที่คอยลุ้นอยู่ด้านหลัง   พี่ลีดด์ที่เต้นกลางสายฝนและสนามหญ้าเฉอะแฉะ จนหน้าและผมที่อุตสาห์แต่งมาสวยๆเมื่อตอนเย็น มาตอนนี้หาเค้าไม่ได้   พี่ๆที่มารอดูน้องใหม่ที่ทั้งโห่และโอ๋ก็ยังไม่ไปไหน รวมถึงประธานเชียร์ฮิตเลอร์ที่ยืนโดดเด่นอยู่ฝั่งโน้น ก็ยังคอยถากถางไม่ขาดปาก                “ยามนี้จำไกลดวงใจของฉันหมองไหม้   แสนเศร้าฤทัยสุดหักใจหลงรักไม่คลาย   แต่ก่อนนั้นความสัมพันธ์เคยแนบแอบกาย   หักใจไม่วายอยากเยี่ยมกรายหายเศร้าระทม....... ”                “เสียงมดเดินบนโพเดียม ยังดังกว่าเสียงคุณอีก” ประโยคเด็ดหลุดมาจากปากประธานเชียร์อีกครั้ง เราร้องซ้ำไปซ้ำมาไม่จบเพลงเสียที ความอ่อนล้า อิดโรยทั้งกำลังกายและกำลังใจ  คืบคลานเข้ามาแทนที่   เพื่อนผู้หญิงหลายคนก็เป็นลม และเป็น”ไฮเปอร์” เพื่อนผู้ชายหลายคนกัดฟันกรอด บ่นอยากจะชกหน้าประธานเชียร์ให้หายเจ็บใจ               “จะสามทุ่มครึ่งแล้ว   แต่พวกคุณยังไม่ผ่านสักเพลงใครรู้เค้าคงภูมิใจแย่   ผมว่าโอกาสที่พวกผมให้คุณ  มันคงไม่มีค่าอะไรสินะ   พวกคุณถึงไม่ใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่งลงเถอะครับ ไม่ต้องระเบียบเชียร์หรอก  จะทำอะไรก็ตามสบาย พวกคุณไม่ผิดหรอก” พวกเราก็นั่งลงตากฝนฟังเขาพูดต่อ               “ความผิดทั้งหมดมันเกิดจากคนที่สอนต่างหากที่ได้เรื่อง   ไม่มีระเบียบ ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี สตาฟ....สตาฟ” เสียงเขาดุดันขึ้นเรื่อยๆ  พี่ๆสตาฟวิ่งตื๋อออกมาจากหลังแสตนด์โกลาหล               “นี่ยังไงล่ะ ขนาดพี่ยังไม่พร้อมกันเลย  จัดแถวสิ   ยืนยังกะมาดูหมอลำ จัดแถว..”               “เฮ้”               “ช้าๆ....ยังช้าอีก ก็เพราะมีพี่แบบนี้ไง   น้องถึงได้ไม่ผ่าน  อ้าวยังมีอีกคน  ไปไหนมาครับจีบน้องอยู่เหรอ วิ่งเร็วๆสิเพื่อนรออยู่” พี่ๆกว่าร้อยคนออกมายืนเรียงหน้ากระดานคอตกต่อหน้าน้องๆกลุ่มตัวเอง   ไม่เหลือเค้าความสนุกสนานขี้เล่นเหมือนก่อน               “หัวหน้าสตาฟ ประธานเทคนิคเชียร์ครับ จะว่ายังไง” ประธานเชียร์เสียงเข้ม               ใครคนหนึ่งในนั้นวิ่งออกมาที่หน้าไมค์                “กระผมในฐานะหัวหน้าสตาฟ ขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียวครับ ผมปล่อยให้พี่สตาฟเล่นกับน้องมากไป จนลืมการสอนเพลง ผมขอลงโทษลุกนั่งสิบเท่ารุ่นครับ ” แล้วเขาก็ลุกนั่งต่อหน้าพี่สตาฟ     ไม่ทันอึดใจก็มีอีกคนวิ่งมาที่หน้าไมค์               “กระผมในฐานะประธานเทคนิคเชียร์  ผมไม่วางแผนการซ้อม   และอบรมที่ดีให้กับสตาฟและน้องใหม่ ผมขอรับผิดในสิ่งที่ทำทั้งหมด ผมขอลงโทษตัวเองลุกนั่งสิบเท่ารุ่นครับ” ว่าแล้วก็วิ่งไปสมทบกับหัวหน้าสตาฟกอดคอกันลุกนั่ง   ไปได้ไม่ถึงสองเท่ารุ่นก็พากันล้มแต่ก็ประคองกันนับใหม่ พี่สตาฟหลายคนเริ่มขออนุญาตช่วยเพื่อนลุกนั่งด้วย จาก หนึ่ง เป็น สอง เป็น สาม และในที่สุดพี่ๆก็กอดคอกันลุกนั่งด้วยกันทั้งสนาม                “พวกคุณอย่าทำเลย  มันสายตา ลุกนั่งก็ยังไม่พร้อมกัน ผมขอสั่งให้หยุด....ได้ยินมั้ยครับ  หน้าที่ของพวกคุณจบแล้ว   คุณไม่มีศักดิ์ศรีพอที่จะเป็นพี่สตาฟได้  ผมขอป้ายสตาฟคืนครับ ผู้นำเชียร์ครับเชิญทดสอบเพลงต่อ” เพลงมอดินแดงแห่งความหลังดังขึ้นอีกครั้ง น้องใหม่ทุกคนแหกปากร้องแทบสุดเสียง   ขณะที่พี่ๆด้านหน้าเป็นลมร่วงราวใบไม้  ฝ่ายพยาบาลต้องลากกันโกลาหล บางคนหมดแรงเกลือกกับโคลนดินแดงของสนามกีฬา   บ้างก็ตะโกนบอกให้น้องร้องดังๆด้วยน้ำตา บ้างก็กอดกันร้องไห้   แต่ปากยังร้องเพลงมอดินแดงแห่งความหลังกับน้อง               หลายคนเห็นภาพสะเทือนใจนี้ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความสงสารพี่ๆ               “ครั้งหนึ่ง เคยตรึงเคยคะนึงซาบซึ้งวิญญา   ร่มกาลพฤกษ์เฝ้าแต่นึกไม่หวนคืนมา   แสนเศร้าอุราสุดปรารถนาใฝ่หามาชม......” แม้จะร้องจบแต่เราก็ต้องร้องซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้ง               “อกเอ๋ยเคยชมเคยชิดเคยเชยเคยใกล้   ครั้งก่อนแต่ไรฝากหัวใจเฝ้ารักรำพัน   ถิ่นสุขสันต์ดังวิมานเหนือคำจำนรรจ์  ร่มสวรรค์ดังฟ้านั้นเสกสรรประทาน”               “อดีตสตาฟครับ  กลับไปได้แล้วครับ   อย่าอยู่ให้รกหูรกตา...พวกคุณ...นักศึกษาใหม่ก็พอแล้วครับผมทนฟังต่อไปไมได้อีกแล้ว คุณอย่าเอาเพลงมหาลัยของผมมาร้องเล่นอีกเลย  ผมขอร้องล่ะ   กลับไปอาบน้ำนอน  รอเปิดเทอมแต่งชุดนักศึกษาไปเรียนเถอะครับ   แต่ขอร้องว่าอย่าไปบอกใครล่ะว่าเป็นนักศึกษารุ่นนี้  ผมอายแทน” พี่ๆสตาฟที่เหลือจากเป็นลมพากันหิ้วปีกออกจากสนาม   หลายคนหันมามองกลุ่มตัวเองแล้วปาดน้ำตาที่ไหลจนตาแดงก่ำ               “ยามนี้จำไกล  ดวงใจของฉันหมองไหม้ แสนเศร้าฤทัยสุดหักใจหลงรักไม่คลาย   แต่ก่อนนั้นความสัมพันธ์เคยแนบแอบกาย   หักใจไม่วายอยากเยี่ยมกรายหายเศร้าระทม.....” เรายังร้องเพลงต่อด้วยเสียงทั้งหมดที่มี   เพื่อนผู้หญิงหลายคนร้องไห้จนไม่อาจร้องเพลงต่อได้ แต่ก็ไม่ยอมไปไหน แม้ประธานเชียร์จะไล่ให้กลับ   แต่เราก็ยังแหกปากร้องเพลงต่อไปจนกว่าจะจบเพลง               “พอแล้วครับ จะห้าทุ่มแล้วครับ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่พวกคุณจะร้องต่อ  เวลาของคุณหมดแล้วครับ   เวลาได้พิพากษาทุกคนแล้ว หน้าที่ของสตาฟ,ลีดด์,เทคนิคเชียร์ และหน้าที่ของผมก็จบลงตรงนี้แล้วอย่างสมบูรณ์   ไม่มีใครจะบอกได้ว่าพวกคุณจะเป็นกาลพฤกษ์ช่อใหม่ได้อย่างเต็มภาคภูมิหรือไม่ นอกจากตัวของพวกคุณเองที่จะมีสำนึกว่าเลือดสีอิฐนั้นเข้มข้นแค่ไหน ผมขอปิดการเชียร์กลางเพียงเท่านี้.....”               ไฟทั้งสนามดับลง เสียงประธานเชียร์เงียบลง   เหลือเพียงเสียงร้องเพลงมอดินแดงแห่งความหลังอีกครั้งจนจบเพลง   ความมืดเข้าครอบคลุมทุกอย่าง  ไม่มีใครสักคนที่จะลุกขึ้นกลับหอพัก ข้าพเจ้าสับสนว่านี่มันอะไรกัน  มันจบลงแล้วเหรอ   ความทุ่มเทพยายามทั้งหมดของเราตั้งแต่กลุ่มสัมพันธ์จนถึงเชียร์กลางกว่า ๖ วัน มันส่งผลอย่างนี้เหรอ                ......................                พลัน! แสงจากเทียนเล่มเล็กๆ กับเสียงเพลงมอดินแดงแห่งความหลังจากพี่สตาฟของเรา ที่เดินออกมาจากด้านหลังแสตนด์มายืนอยู่ข้างๆพวกเรา ก็ส่องสว่างไล่ความมืดมนและหนาวเย็น แปรเป็นความอบอุ่น   เพลงมอดินแดงแห่งความหลังค่อยๆกระหึ่มขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงของน้องพี่มอดินแดง                เหมือนมีก้อนอะไรมาติดที่คอข้าพเจ้า   กับน้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหน   ข้าพเจ้าร้องไห้อย่างไม่อายเหมือนกับเพื่อนอีกหลายๆคน น้องบางคนโผเข้ากอดพี่ร้องไห้ราวกับจะปลดปล่อยทุกอย่าง               พอจบเพลงเสียงปรบมือโห่ร้องก็ดังขึ้นแทนที่   และเสียงเพลงคึกคักก็ถูกเปิดขึ้น ทุกคนก็วิ่งกรูไปรวมกันที่สนาม   สไลด์ภาพกิจกรรมตั้งแต่วันที่เราเข้ามอ   จนถึงวันเชียร์ก็ถูกฉายขึ้นบนจอหนังขนาดใหญ่ เสียงเฮมีขึ้นเป็นระยะๆที่มีรูปกลุ่มตัวเองหรือรูปพี่ๆบนจอ       หลายๆกลุ่มพากันเต้นตามเพลงเพลงแดนซ์อย่างสนุกสนาน                 มันจบลงแล้ว...ตอนนี้ข้าพเจ้าเป็นกาลพฤกษ์ช่อใหม่อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว......                ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่การร้องเพลงผ่าน   หรือร้องเพลงเสียงดัง  แต่มันอยู่ที่ใจของเราได้หล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว   และร้องเพลงออกมาจากใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักและภาคภูมิใจในมอดินแดงแห่งนี้ ที่ที่จะเป็นบ้านหลังที่สอง  ที่เราต้องใช้ชีวิตอีก ๔ ปี   ข้าพเจ้าเช็ดคราบน้ำตาสุดท้ายแล้ววิ่งไปสมทบกับเพื่อนที่ด้านล่าง    .............................    ฟ้ายังไม่สาง แต่ข้าพเจ้าสวมเสื้อสตาฟ  ห้อยป้าย สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด   ก่อนจะรีบบึ่งออกไปกับเพื่อนลีดด์และสตาฟใหม่ที่สถานีรถไฟ   เพราะวันนี้เป็นวันที่น้องจะเข้ามอ    กาลพฤกษ์ช่อใหม่กำลังจะบานประดับใจชน  อีกครั้ง....

    เรื่องเล่าของพี่เลี้ยงน้องใหม่ ตอนที่ 2 วันคืนอันแสนสนุก

    ๒.    ข้าพเจ้าสวมเสื้อสีอิฐ  ผูกเชือกรองเท้าให้กระชับมั่น รีบเดินไปรวมกับเพื่อนๆกลุ่ม Y ที่เวทีสมข. ที่แน่นขนัดไปด้วยน้องใหม่กับพี่ๆStaff  จนล้นเลยออกไปถึงสนามหน้าซุ้ม ชนพ.   น้องใหม่เกือบ ๓,๐๐๐ คน   ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มสัมพันธ์ต่างๆตามตัวอักษร A-Z     ยกเว้นF ตัวอักษรที่ใครก็ไม่อยากเจอ    สักพัก ก็พากันเคลื่อนขบวนไปที่ สวนร่มเกล้ากาลพฤกษ์   ข้าพเจ้าอดหวาดหวั่นไม่ได้ว่าจะเจออะไรรุนแรงเหมือนที่เป็นข่าวในทีวี   ที่เห็นบ่อยๆว่ารับน้องมหาลัยนั้นมันรุนแรงแค่ไหน   บางปีถึงกับมีคนเจ็บคนตายเลยก็มี    สวนร่มเกล้ากาลพฤกษ์ต้นหน้าฝน  หญ้าเขียวเพราะอิ่มน้ำ   มองไปทางไหนก็เย็นตา  พี่ๆปักป้ายกลุ่ม Y หรือ Y2K แล้วเรียกเรามารวมเป็นครึ่งวงกลม    พี่ๆในกลุ่มของเรา มี พี่สตาฟ ๓คน พี่เชียร์ลีดเดอร์ ๓ คน  พี่สตาฟ พาเราร้องเพลง  ที่ดูเหมือนจะทะลึ่งนิดๆ   แต่มันก็ช่วยให้เฟรชชี่ในกลุ่มเราทำความรู้จักกันได้อย่างรวดเร็ว   ข้าพเจ้าจึงมีเพื่อนจากต่างคณะ  ทั้งเกษตร  วิดวะ  แพทย์  มนุษย์ เรียกว่าแทบทุกคณะ   พี่ๆทุกคนก็น่ารักมาก ตลกเป็นกันเอง   พาเราเล่นเกมส์แล้วก็ฝึกร้องเพลงมหาลัยกันทั้งวัน    “น้องคะ  ..เดี๋ยวพี่หลีดเค้าจะมาสอนเพลง มหาลัยนะคะ  ตั้งใจด้วย   เพราะวันเชียร์กลางเราต้องร้องเพลงให้ผ่าน  ไม่งั้นจะโดนตัดรุ่นนะคะ”   พี่สตาฟที่เคยพูดตลกทำเสียงขรึม    “ตัดรุ่นคืออะไรครับ”  ข้าพเจ้าพาซื่อ    “คือ มันเป็นธรรมเนียมของมอเราอ่ะค่ะ....   อย่างพี่นี่ก็ถือว่าเป็นKKU42  เป็นกาลพฤกษ์ช่อที่ 42   แต่กว่าจะได้รับการยอมรับ  ต้องผ่านบทพิสูจน์คือเชียร์กลาง   ถ้าน้องร้องเพลงมหาลัยไม่ผ่าน  น้องก็ไม่มีสิทธิ์เป็น กาลพฤกษ์ช่อที่ 43” พี่สตาฟคนสวยร่ายยาว    “โห  ขนาดนั้น....” ข้าพเจ้ามองหน้าเพื่อนๆเลิ่กลั่ก

       ................*...........*..............*...................

       เสียงบูม  เสียงร้องเพลงมหาลัย  ทั้งมาร์ช  ขวัญมอดินแดง   มอดินแดงแห่งความหลัง มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ฯ ดังจากกลุ่มโน้นกลุ่มนี้บ้าง  สลับกับเสียงหัวเราะ  ตั้งแต่เช้าจรดเย็น  พี่ๆ สตาฟ- ลีด  ทุกคน  เทคแคร์พวกเราเป็นอย่างดี   ตั้งแต่พาไปทำบัตรนักศึกษา  ลงทะเบียน  หอบข้าวกล่อง แบกน้ำมาให้เราทานมื้อเที่ยง  แล้วก็พาไปส่งหลังจากเลิกกิจกรรม    เป็นสามวันที่เหนื่อยแต่เกลื่อนสุขที่สุด

       ................*...........*..............*...................

    เรื่องเล่าของพี่เลี้ยงน้องใหม่ ตอนที่ 1 ยามเมื่อผ่านประตูมอ

     ๑.       ประตูมอด้านสีฐานซึ่งตอนหลังข้าพเจ้าได้ขนานนามว่าเป็นประตูมอที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ด้วยมันกว้างขวางขนาดที่เป็นทางเข้าออกของถนน
    ๔ เลน แต่วันนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ที่บรรทุกข้าวของ   นับตั้งแต่เสื้อผ้าและสิ่งของที่จำเป็นจนถึงมอเตอร์ไซต์ที่ขนมาจากบ้าน    
    วันนี้เป็นวันรับน้องเข้ามอ.........     แม้จะยังอีกหลายวันกว่าที่จะเปิดเทอม   แต่วันนี้มหาวิทยาลัยก็ประกาศให้นักศึกษาใหม่เข้าหอพักได้แล้ว  
    มอดินแดงวันนี้จึงอึกทึกอย่างที่เห็น    ข้าพเจ้าเคยมาที่นี่แค่ครั้งเดียวในชีวิต   คือตอนที่มารายงานตัวหลังจากที่ประกาศผลEnt’ ซึ่งก็เกือบไปแล้ว
    ที่จะไม่ได้มาเรียนที่นี่เพราะแม่   ไม่เห็นด้วยที่จะให้ลูกมาเรียนในที่ที่ห่างไกลจากบ้าน    จากครอบครัว   และที่สำคัญไม่มีเพื่อนคนไหนติดมหาลัยขอนแก่น
    เหมือนข้าพเจ้าสักคน    ข้าพเจ้าเป็นคนภาคกลาง  ใกล้ๆกับกรุงเทพฯนี่แหละ   แต่ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เสียนาน  นานเสียจนเอียนกับสภาพรถติด  
    และความจอแจของกรุงเทพ เป็นที่สุด       แม้จะเรียนจบสายวิทย์มา   แต่เชื่อมั้ยว่า ตอนนี้ยังบวกเลขถูกๆผิดๆอยู่เลย   แต่พระเจ้าก็ยังไม่ใจร้ายกับข้าพเจ้านัก
    เพราะสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าพอจะได้หากิน เอาตัวรอดได้ก็คือ ดนตรีไทย   ที่ข้าพเจ้าค่อนข้างมีฝีไม้ลายมืออยู่บ้าง   และดนตรีไทยนี่แหละที่ส่งข้าพเจ้าให้มาถึง
    ประตู มข.ในวันนี้     ความที่ลูกเรียนสายวิทย์พ่อกับแม่ก็เหลือเกิน.....อยากให้ลูกเรียนหมอ   ไม่ว่าจะเป็นหมอคน หมอฟัน หรือหมอหมา
    ไม่รู้หรือไงว่าลูกตัวเองสมองน้อยแค่ไหน  ข้าพเจ้าต้องแอบเลือก คณะศิลปกรรม มข. สาขาดนตรีไทย  ไว้เป็นอันดับสุดท้าย    
    เพราะถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ยังอยากEnt’ ติดกับเพื่อนบ้าง ส่วนสามอันดับข้าพเจ้าก็จัดให้ตามใจท่าน    พอประกาศผลว่าติด มข.  แม่ของข้าพเจ้าถึงกับลมจับ  
    ร้องห่มร้องไห้เหมือนลูกจะไปรบที่อิรัก  บ่นกระปอดกระแปดว่า “จะไปอยู่ยังไงแห้งแล้งขนาดนั้น  จะกินข้าวเหนียวได้เหรอ   แล้วน้ำล่ะมีมั้ย  
    .....แม่เคยดูหนังเรื่องลูกอีสานแล้งจะตาย   มีแต่ทุ่งนาแตกระแหง  โอ้ย  กินกบกินเขียด  จะทนได้เหรอลูก”    แต่ข้าพเจ้าก็ใจเด็ดพอยืนยันว่ายังไงก็จะเรียนให้ได้  
    พ่อก็คอยปลอบแม่ว่ามันคงไม่เลวร้ายเหมือนในทีวีหรอก   จนวันรายงานตัวก็เหมารถกันมา   ถึงได้พากันตาสว่างว่ามันผิดจากความคิดของเราแค่ไหน    
    นั่นครั้งแรกที่ข้าพเจ้ามาที่มอ  แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน   ไม่ทันจะได้สำรวจอะไรดีนัก   และที่สำคัญยังไม่เคยเห็นหอพักที่ตัวเองจะพักเลย    
    จะว่าโง่หรือว่าอวดดีก็ได้   ข้าพเจ้าตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่าจะมาเข้าหอพักคนเดียว   สะพายกระเป๋าเสื้อผ้ากับถุงซอด้วง แล้วก็เงินติดตัวพอไม่อดตายได้  
    ก็ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานีขอนแก่นเพียงลำพัง   ตอนแรกมันก็ใจฮึกเหิมดีอยู่หรอก  แต่พอจะถึงขอนแก่นจริงๆ   เกิดความรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
    จะเข้ามอยังไง  ยังไม่รู้เลย ........    ข้าพเจ้าลงจากรถไฟเดินเด๋อด๋าอยู่ที่ชานชาลา   เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อยืดสีฟ้า แบบเดียวกัน มีป้ายแขวนคอ ตีกลอง
    ร้องเพลง เต้นกันสนุกสนาน   หนึ่งในคนนั้นเหลือบมาเห็นข้าพเจ้าเข้า ก็วิ่งจู่โจมมาทันที    “น้องใหม่รึเปล่าคะ  เด็กมอขอป่าว?”    “ค..ครับ.มข.ครับ”
    ข้าพเจ้าละล่ำละลัก    “น้องใหม่ๆ..เฮ้ยน้องใหม่ๆ” เธอตะโกนเรียกเพื่อนกลุ่มนั้นแล้วก็ลากข้าพเจ้าเข้าไปลอดขอนไม้ใหญ่สัญลักษณ์จังหวัดขอนแก่น
    ที่หน้าสถานี   แล้วบอกให้นั่งลง  ข้าพเจ้าทำตามอย่างว่าง่าย เพราะงง    
    “From K From K From KKU and Who and who are We can See can See Hey Ha Ha Ha We are KhonKaen........”
    เสียงบูมจากพี่กลุ่มนั้นทำเอาข้าพเจ้าขนลุกซู่    พอรายงานตัวเสร็จสรรพ  ถึงได้รู้ว่าเป็นพี่ๆstaff ที่ออกมารับน้องตามสถานีรถไฟ, บ.ขส.
    แล้วก็อาสาจะพาข้าพเจ้าเข้าไปส่งถึงหอพัก   ซึ่งก็ทำให้คลายกังวลใจลงไปได้บ้าง    รถสองแถวสายแปดที่ถูกพี่ๆเหมาเข้ามา  
    เคลื่อนผ่านประตูสีฐานช้าๆ ผ่านทิวสนที่เรียงรายอ่อนโอนล้อลม  เป็นทางยาวตลอดสองข้างทาง ข้าพเจ้าสูดลมหายใจซึมซับเอาบรรยากาศใหม่ๆที่ไม่เคยเจอ
    เหมือนจะขอจดจำวันนี้เอาไว้ตลอดไป    เมื่อล่วงผ่านประตูนั้นเข้ามาแล้ว   ชีวิตของข้าพเจ้านับแต่นั้นก็เหมือนจะพบแต่สิ่งแปลกๆใหม่ๆที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
    ทั้งสถานที่แห่งใหม่  ผู้คน  บรรยากาศ การดำรงชีวิต     ความสนุกคึกคักของบรรยากาศการต้อนรับน้องใหม่   มันพาให้ลืมความกังวลใจต่างๆจนหมดสิ้น
    June 05

    พี่เลี้ยงน้องใหม่สุดยอด

    เย้ๆๆ
    มีน้องใหม่เข้าม.มาแล้วดีใจจังเลย
    ซ้อมมาตั้ง3เดือนในที่สุดก็ถึงเวล่าซะที
    คิดแล้วก็ชั่ง....
    จะนานก็นานจะเร็วก็เร็ว
    ถึงอย่างงั้นเราก็ยังได้รู้จักผู้คนมากมาย
    ได้รู้จักคนดีๆส่วนที่เราไม่ชอบก็มี
    ก็อย่างว่าโลกใบนี้มีผู้คนมากมาย
    แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนบางคนที่ยอมรับในตัวเราถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ดีเลิศกว่าคนอื่น
    ได้เจอคนดีกับเราหลายคนทั้ง
    ฮานะจัง  หนึ่งจ๋า  อบจ๋า ไมจัง pพอลล่า pจ๊ะจ๋า
    ตุ้กตา จอย แอม ฝ้าย แพน กระแต
    และอีกหลายๆคน
    เห้อ..........
    เรากำลังทำอารายหว่า(รู้สึกเหมือนหลุดจากพะวัง)
    เอาเถอะนานๆจะได้ระบายบ้างจบเชียร์แล้วด้วยอยากให้มีต่อไปซักนานๆจัง
    บล็อกนี้คงไม่มีไรแล้วไปดีกว่าไปนอนเหงาคนเดียวต่อหล่ะ
    บะบายจ๊ะ
    December 19

    เดือนนี้อากาศช่างหนาวเย็น...แต่ข้างในมันหนาวเย็นยิ่วกว่า

    riwki ;
    ดีใจจังเลย
    เดือนนี้เดือนสุดท้ายของปีแล้วม่ายรู้ว่าจะมีอะไรดีๆเกิดบ้างหรือป่าว
    แต่อย่างน้อยก้ได้กลับไปหาเพื่อนเก่าและอาจจะได้เจอที่รักด้วย
    แต่ที่รักบอกว่าจะม่ายกลับมา
    เห้อแย่จิงๆแต่อาจจะกลับมาก็ได้ใครจะรู้
    แต่ยังไงก็มีเพื่อนๆกลับกันเยอะอยุ่แล้วแหละ
    จะได้กลับไปหาอาจารย์ด้วย
    อยากไปกินมะพร้าวบ้านอาจาร์ยจังเลยอร่อยมากๆ
    เดือนนี้ก็วันเกิดที่รัก
    เดือนหน้าก็ปีใหม่หล่ะ
    เอาเป็นว่าซื้อรวมกันเลยหล่ะกัน
    จะได้ประหยัด(อิอิ)...(แต่จิงๆแล้วก็อยากซื้อให้2อย่างเลยแต่ม่ายมีตัง...เห้อ)
    ม่ายรู้ว่าที่รักจะชอบหรือป่าว
    เพราะแฟนของที่รักเค้าก็คงซื้อให้อาจจะดีกว่าของเราด้วยซ้ำ
    (ก็เรามันไม่รวยนิ...ม่ายได้หล่อ...ม่ายได้ผอม...ม่ายได้เรียนจุฬา...ม่ายได้เรียนเภสัชนิ)
    แต่ก็หน่ะน่ะ
    มีคนบอกว่า
    เมื่อเจอเรื่องโชคร้ายในโชคร้ายก็มักจะมีโชคดีอยู่ด้วย
    หวังว่าคงมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นไวๆหน่ะ
    อยากให้เกิดไวๆจังเลย......
    DarkryU ;
    555+
    เดือนที่แล้วช่างมีความสุขซะเหลือเกิน
    ได้ดูดดื่มกับความทุกข์ของคนบางคนอย่างเต็มอิ่ม
    คนๆนั้นมันช่างน่าสงสารซะจิงๆ
    ไปรักคนที่รักคนอื่น...คนที่สูงกว่าตัวเอง...ช่างโง่ซะจิงๆ
    ไปรักเค้าแล้วได้อะไร
    มีแต่จะทุกข์ใจไปมากกว่าเดิม...ดีๆม่ดีอาจจะทำให้ใจสลายก็ได้
    แต่ก็ช่างมันเถอะถ้ามันคิดได้แล้วข้าจะหาใครมาเล่นละครชีวิตอันแสนจะน่าสมเภทให้ข้าดูหล่ะ
    555+
    มันยังคิดจะซื้อของไปให้เค้าอีก
    ซื้อไปทำไม
    เค้าม่ายของของแกหรอก
    เค้ามีแฟนใหม่แล้วนิ
    แล้วเค้าก็ม่ายได้สนใจแกด้วยซ้ำ
    แล้วยังโง่อยากกลับไปเจอเค้าอีก...เค้าไม่ได้อยากเห็นหน้าแกเลย
    แล้วอ้ายเรื่องที่หวังว่าจะเจอโชคดีหน่ะเรื่อย
    อย่าหวังเลย
    พระเจ้าไม่เข้าข้างคนอ่อนแออย่างแกหรอก
    พระเจ้าจะเข้าข้างคนที่แข็งแกร่งเท่านั้น
    คนที่เด็ดขาด...เลือดเย็นพอที่จะทำลายทุกอย่างที่ขวางทางได้เท่านั้น
    คนแบบนี้ซิถึงพระเจ้าจะดูแล
    พระเจ้าไม่เคยดูแลคนอ่อนแออยู่แล้ว...ถ้าพระเจ้าดูแลก็คงไม่มีคนอ่อนแอซิ
    ช่างโง่เขลาซะจิงที่คิดว่าพวกเพื่อนของแกจะกลับมาเหมือนเดิม
    ไม่มีใครเหมือนเดิมหรอก
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลียนไปตามกาลเวลา
    แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลียนไป
    ความทุกข์...ความเศร้า...ความสิ้นหวัง
    ย่อมอยู่คู่มวลมนุษย์เหมือนดังเงา
    ไม่มีทางที่จะหลบหนีจากมันไปได้
    แต่ข้า
    ผู้ที่เสพมัน...ดูดซึมมัน...ใช้มันเป็นพลังในการที่จะทำให้ได้ทุกสิ่งที่ต้องการ
    ข้านั้นย่อมอยู่เหนือพวกมัน
    ข้าไม่เคยเศร้าเสียใจ...เพราะข้าไม่เคยดีใจ
    ข้าไม่เคยทุกข์ใจ...เพราะข้าไม่เคยดีใจ
    ข้าไม่เคยสิ้นหวัง...เพราะข้าไม่เคยมีความหวัง
    แต่ข้าต้องได้ทุกอย่างที่ข้าอยากได้
    ไม่มีสิ่งใด้ข้าอยากได้แล้วไม่ได้
    เพราะข้าคือคนที่มีทุกอย่างที่มันไม่มี
    เพราะว่ามันคือคนที่โง่เขลาที่ไม่มีพลังจะทำอะไรทั้งนั้น
    ได้แต่หวัง...หวังว่าซักวันจะได้สิ่งๆนั้นมา
    555+
    ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจจิงๆ
    ข้ารอไม่ไหวแล้วที่จะได้ดูความทุกข์...ความเศร้า...ความสิ้นหวังของมัน
    เมื่อมันเกิดขึ้นข้าก็จะเสพมัน...เอามันมาเป็นพลังของข้าแล้วข้าก็ขะชนะ
    5555555555555
    555555555555
    55555555555
    5555555555
    555555555
    55555555
    5555555
    555555
    55555
    5555
    555
    55
    5+
     
    November 13

    NobodyknoW

    Riwki : 
    เห้อ....
    เมื่อวานก็ผ่านไปทั้งๆไม่มีใครสังเกตเห็นซักคน
    จะมีใครรับรู้บ้างว่าเรายืนอยู่ข้างๆ
    คงไม่มีใครรู้หรอก
    แม้แต่เพื่อนเก่ายังไม่รู้เลยว่าเราอยู่ข้างๆ
    แต่ก็ช่างมันเถอะ
    ยังไงซะเรามันก็ไม่ใช่คนที่สำคัญกับพวกเขาซักเท่าไหร่
    พวกที่มีแฟนก็สนใจแต่แฟน
    พวกที่ยังไม่มีก็สนใจแต่คนที่ชอบกัน
    จะมีใครมาสนใจเพื่อนของเขาบ้างมั้ย
    ว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่
    สบายดีมั้ย
    มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
    ความดีที่ทำมามันคงจะไม่มีความหมายหรอก
    เพราะเรามันไม่ใช้คนหน้าดีนี้
    รวยก็ไม่รวย
    เรียนก็งั้นๆ
    จะมีใครรับรู้บ้างว่าการอยู่คนเดียวมันจะเหงาได้ขนาดไหนไหน
    จะไม่ใครรู้บ้างว่ารอยู่กลางฝูงชนแต่เหมือนมีเราอยู่คนเดียวมันรู้สึกยังไง
    จะมีใครรู้บ้างว่าการทำอะไรซักอย่างเพื่อนคนที่เรารักแต่เค้าไม่ได้เห็นคุณค่าของมันจะเจ็บปวดขนาดไหน
    คงไม่มีใครรู้หรอก.........................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    ................................................
    เอาเถอะอย่างน้อยเราก็ยังมีชีวิตอยู่เพื่อเจอสิ่งที่เรารออยู่
    ไม่ว่ามันจะร้ายหรือร้ายกว่านี้อีก
    ยังไงซะเราก็ต้องเดินต่อไปถึงแม้
    ทางเดินข้างหน้ามันจะไม่มีก็ตาม
    Darkryu : 
    555+
    วันนี้ช่างเป็นวันที่งดงามจิงๆ
    อ่ะ...
    ม่ายช่ายซิต้องเป็นเมื่อวาน
    ได้เห็นความสับสนวุ่นวายของผู้คนรอบข้างนี้มันสนุกสนานจิงๆ
    ความทุกข์ของผู้คนนี้มันช่างรื่นรมย์เหลือเกิน
    หยดน้ำตาที่ไหลรินออกมาช่างหอมหวามดั่งไวน์ชั้นยอด
    ใบหน้าที่หดหู่มันช่างเป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน
    แต่ไม่มีอะไรจะงดงามไปกว่า
    คนๆหนึ่งทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักแล้วเขาไม่เห็นคุณค่าของมัน
    ความเจ็บปวดของคนผู้นั้น
    ทำให้ข้าสดชื่นมีชีวิตชีว่าเหลือเกิน
    มีปรัชญาข้อหนึ่งกล่าวไว้ว่า
    ที่ๆมืดที่สุดย่อมมีแสงสว่างอยู่
    แต่ความจิงแล้วที่ๆสว่างทีสุดย่อมมีความมืดที่แม้แต่แสงสว่างก็มิอาจผ่านไปได้
    รอยยิ้ม ความยินดีนั้นเป็นสิ่งที่ฉาบฉวย
    ไม่นานมันก็จางหายไป
    แต่สิ่งที่คงอยู่นิรันดร์คือ
    หยดน้ำตา ความเศร้าเสียใจ
    ไม่ว่าผู้ใดต้องการจะทิ้งมันไปเพียงใด
    มันก็ยังอยู่กับคนผู้นั้นเสมอ
    มีคนผู้หนึ่งนั้นมีแต่ความทุกข์ใจ
    เขาไม่รู้จักคำว่าความสุข หรือ ความรัก
    เพราะเขาได้แบ่งปันให้ผู้อื่นแต่ไม่เคยมีใครคืนเขามาเลย
    มื่อข้าได้เห็นเขา
    ข้าก็รู้สึกมีความยินดียิ่ง
    การเฝ้าดูชีวิตของเขานั้นเป็นความบันเทิงที่หาที่ไหนไม่ได้
    ข้าจะเฝ้าดูชีวิตของเขาว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป
    กับความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเขา
    เพราะความทุกข์ของเขาสร้างข้า
    ความทุกข์ของหล่อเลี้ยงข้า
    ความทุกข์ของสอนข้า
    และข้าก็จะอยู่กับความทุกข์ของเขาต่อไป
    จนกว่าเขสจะหมดความทุกข์
    แต่ไม่มีทางหรอก
    เพราะข้าคือทุกข์ของเขา
    555.....